ศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด ค้นหาโรงเรียนสอนภาษากว่า 600 แห่ง ใน 6 ประเทศ

สอบ IELTS ไม่ยากอย่างที่คิด เตรียมตัวดี คะแนนสูง ชัวร์!

30 มกราคม 2562 นักเรียน Ielts Business English ทิปส์ ค่าครองชีพ

จะสอบไอเอลท์ (Ielts) ทั้งที ต้องเตรียมตัวอย่างไร อ่านหนังสืออะไรบ้าง ต้องลงคอร์สกับโรงเรียนสอนภาษามั๊ย? ไม่ต้องกังวลไป SI-English มีทุกคำแนะนำมามอบให้น้องๆ กับบทความ สอบ IELTS ไม่ยากอย่างที่คิด เตรียมตัวดี คะแนนสูง ชัวร์! สำหรับน้องๆ คนไหนที่ยังไม่รู้จักกับ IELTS ลองอ่านบทความ ไขข้อข้องใจว่าทำไมเราต้องสอบ IELTS 

ielts

เช็ค! ข้อมูลกันก่อนเกี่ยวกับเกณฑ์การให้คะแนน IELTS การสอบ IELTS (แบบ Academic Module) เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย 4 ทักษะเช่นเดียวกันกับ TOEFL เรียงตามลำดับการสอบ คือ Listening, Reading, Writing, และ Speaking โดยมีลักษณะคะแนน เริ่มจาก 0.0 – 9.0 มีคะแนนครึ่ง band คือ .5 อะไรประมาณนี้  เรามาดูรายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนเจาะลึกแบบแต่ละพาร์ทกันเลยดีกว่าค่ะ

Listening

คือ การทดสอบการฟัง โดยมีเวลาให้ 30 นาที กับคำถามทั้งหมด 40 ข้อ ข้อที่ตอบถูกจะนับเท่ากับ 1 คะแนน ดังนั้นคะแนนดิบสูงสุดจะเท่ากับ 40 คะแนน และคิดเป็นระดับคะแนน IELTS Band Score 1-9 ตามคะแนนดิบที่ผู้สอบทำได้ โดยมีทั้งหมด 4 ส่วน ซึ่งสองส่วนแรกจะเน้นเรื่องการสนทนาในชีวิตประจำวันระหว่างคนสองคน สองส่วนสุดท้ายจะเน้นไปในเรื่องของสถานการณ์จำลองโดยบทสนทนาจะเกี่ยวกับวิชาการหรือการศึกษา  โดยข้อสอบจะเริ่มจากง่ายไปยาก เช่น บทสนทนาแรกเป็นการพูดโทรศัพท์ บทสนทนาที่สองการสั่งอาหาร ไปจนถึงท้ายๆ เป็นการบรรยายสั้นในห้องเรียน หรือการปรึกษางานกลุ่มระหว่างนักเรียน 

Reading

คือ การทดสอบการอ่าน ใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที ข้อสอบจะมีเรื่องสั้นให้อ่าน 3 เรื่อง ซึ่งเนื้อหาจะมาจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือต่างๆ มีทั้งเป็นบทความ ข่าว หรือเชิงวิชาการ ซึ่งหนึ่งในนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น และอาจจะเป็นคำถามจากเนื้อหาที่เราได้อ่านมานั่นเอง ข้อสอบทั้งหมดมี 40 ข้อ ลักษณะคำถามคำตอบ เป็นแบบเขียนตอบ เช่น เติมคำ ในประโยค, Matching ข้อสอบแนวนี้ถือว่ายากที่สุด เราต้องหา Main Idea ของทุกย่อหน้า แล้วใช้ทั้งเวลาคิด วิเคราะห์ ข้อสอบจะมีให้จับคู่ ,Yes/No/Not Given เป็นข้อสอบที่ให้เราอ่านบทความแล้ววิเคราะห์ว่า ประโยคไหนในแต่ละข้อมีความคิดแนวทางไปทางเดียวกับผู้เขียน แนะนำให้อ่านจนแน่ใจก่อนว่าโจทย์สื่อถึงอะไร รูปแบบไหน,เรียงลำดับ หรือแบบปรนัยด้วย เกณฑ์ตารางการให้คะแนนจะเหมือนกับพาร์ท Listening

อย่าลืมหาบทความมาฝึกอ่านบ่อยๆ เพื่อจะได้เป็นคนอ่านเร็วขึ้น มีคล่องแคล่ว และข้อไหนที่ทำไม่ได้ แนะนำให้ข้ามไปก่อน ค่อยกลับมาตอบทีหลัง อย่าอยู่กับข้อใดข้อหนึ่งนานเกินไป จนทำข้อสอบไม่ทันนะคะ

Writing

คือ การทดสอบการเขียน ในการสอบแบบ Academic จะมีเวลาให้ 60 นาที และมีทั้งหมดสองส่วน แยกได้ดังนี้

  • Task 1 ต้องเขียนเกี่ยวกับ ไดอะแกรม พวกกราฟแท่ง กราฟเส้น หรือวงกลม (pie chart) หรือตาราง การจัดลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง โดยการทดสอบทั้งหมดนี้เป็นการวัดระดับความสามารถในการจัดระเบียบข้อมูลและการอธิบายเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านั้น  ต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 150 คำ ซึ่งส่วนนี้แนะนำว่าไม่ควรใช้เวลาเกิน 20 นาที
  • Task 2 เป็นการเขียนตอบในหัวข้อทั่วไป โดยให้เราแสดงความคิดเห็นของตัวเอง อาจจะเสนอวิธีการแก้ปัญหา การเปรียบเทียบทางเลือก ต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 250 คำ จึงไม่ควรใช้เวลามากเกินกว่า 40 นาที

Speaking

คือ การทดสอบการพูด ใช้เวลาในการสอบประมาณ 10-15 นาที เป็นการสัมภาษณ์ระหว่างผู้สอบและเจ้าหน้าที่ เพื่อทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งการทดสอบจะแบ่งเป็นสามส่วน ดังนี้

ส่วนที่หนึ่ง เป็นส่วนที่ถือว่าง่ายสุด เจ้าหน้าที่จะทำการสัมภาษณ์คุณในเรื่องส่วนตัว คุยกันแบบสบายๆ ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเอง อย่างเรื่องครอบครัว เรื่องเรียน และเรื่องความสนใจของคุณ เช่น ชอบทำงานอดิเรกอะไร และจะมี key question ที่นำไปสู่การสอบส่วนที่สอง โดยข้อสอบส่วนที่หนึ่งนี้จะใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 5 นาที

ส่วนที่สอง เริ่มยากขึ้นมาหน่อย เป็นการ์ดคำถาม โดยผู้สอบจะต้องตอบคำถามจากหัวข้อที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ มีเวลาให้เตรียมตัว 1 นาที และทดสอบการพูดประมาณ 2 นาที และเจ้าหน้าที่จะทำการถามคำถามจากสิ่งที่คุณได้พูดไป ต่อเนื่องมาจากคำถามส่วนที่หนึ่ง

ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่ยากสุด เป็นการโต้แย้งกันระหว่าง Examiner กับ ผู้เข้าสอบ โดยแสดงความคิดเห็น ซึ่งหัวข้อที่โต้แย้งกันก็จะเป็นหัวข้อในส่วนที่สอง ใช้เวลาในส่วนนี้ประมาณ 5 นาที

เกณฑ์ในการให้คะแนน IELTS Speaking

  • Fluency and Coherence ความคล่องและความต่อเนื่องทางภาษา
  • Lexical Resource ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ที่กว้างและหลากหลาย และเลือกใช้คำศัพท์ในแต่ละบริบทที่แตกต่างกันอย่างเหมาะสม ตามรูปประโยคนั้นๆ
  • Grammatical Range and Accuracy ใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและ Tense ได้ถูกต้อง รวมทั้งการเชื่อมคำได้อย่างถูกหลักไวยากรณ์
  • Pronunciation ความสามารถในการใช้สำเนียงออกเสียง

ตามที่เบื้องต้นได้แจ้งไว้ก็คือ การสอบไอเอลมีระดับผลคะแนน 9 ระดับจากสูงไปต่ำ ในแต่ละระดับจะบ่งบอกถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ โดยผลคะแนนสอบจะออกมาหลังจากการสอบประมาณ 5 วัน ผลสอบเก็บไว้ไว้ได้นาน 2 ปี และไม่มีการแจ้งผลสอบทางโทรศัพท์ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

>>SI-UK University Interview Day 2019 จัดขึ้นในวันที่ 25 - 27 มีนาคม 2562 นี้ ที่ SI-UK Bangkok Office ชั้น 8 อาคารกลาสเฮาส์ สุขุมวิท 25 (ใกล้สถานี BTS อโศก) โอกาสพิเศษที่น้องๆ จะได้พบและพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับตัวแทนมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสหราชอาณาจักร พร้อมรับคำแนะนำและข้อมูลด้านการเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษอย่างครบถ้วน พร้อมรับไกด์บุ๊คการศึกษาต่อสหราชอาณาจักร 2019 จาก SI-UK ฟรี! พิเศษสุด รับฟรี คูปองทดลองสอบ IELTS ที่ SI-UK Bangkok และหากน้องๆ สมัครสอบ IELTS ภายในงาน รับฟรี! คู่มือการสอบไอเอลท์จาก British Council IELTS ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ได้แล้ววันนี้ หรือโทร 02-260-6033<<

วิธีเตรียมตัวก่อนสอบ IELTS

  1. เตรียมหูให้พร้อมสำหรับพาร์ท Listening ข้อควรทราบ! ในข้อสอบ IELTS เปิดให้ฟังรอบเดียว สำเนียงภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสอบจะมาจากประเทศเจ้าของภาษาหลากหลายสำเนียง ไม่ว่าจะเป็น North America, Australia, New Zealand, Britain เป็นต้น ดังนั้นลองฝึกทักษะการฟังเยอะๆ ให้มากที่สุด อาจจะฝึกฟังจากคลิปต่างๆ ใน Youtube ดูหนังแบบปิด Subtitle หรือฟังช่องข่าวภาษาอังกฤษดูนะคะ
  2. อ่านโจทย์ให้ดี ทุกการทำข้อสอบ ทุกพาร์ท อย่าลืมที่จะอ่านโจทย์ คำสั่งให้เข้าใจว่าโจทย์ให้ทำอะไร ต้องตอบแบบไหน ก็จะช่วยให้น้องๆ ได้คะแนนเพิ่มขึ้น และอย่างในข้อสอบเขียน ลองอ่านให้ดี ว่าโจทย์ต้องการกี่คำ เช่น ถ้าคำสั่งบอก 150 words สำหรับ Task 1 เราก็ควรจะเขียนให้อยู่ใน 150 คำ หากมีเวลาว่าง ลองฝึกเขียนให้อยู่ในจำนวนคำที่กำหนดดู
  3. ฝึกทำข้อสอบให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ พร้อมตั้งเวลาในการทำข้อสอบ ฝึกทำแบบฝึกหัด เพื่อจะได้รู้ว่าในการทำข้อสอบ เราใช้เวลาไปเท่าไหร่ หาจังหวะของตัวเองดูนะคะ การตั้งเวลาช่วยให้เราทำข้อสอบได้ดีภายใต้แรงกดดัน และยังช่วยให้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง หากไม่สามารถทำข้อสองการอ่านเสร็จได้ทันเวลา ก็ควรฝึกด้านการอ่านเพิ่มเติม หากต้องการจำศัพท์ให้ดีขึ้น ลองจดศัพท์หรือประโยคสั้นๆ แปะไว้ตามสถานที่ๆ จะมองเห็นได้ง่าย

  4. พัฒนาเทคนิคของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จากข้อความข้างต้น น้องๆ คงทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าแต่ละ part ของของสอบต้องทำอะไร น้องๆ ก็จะสามารถพัฒนาเทคนิคของตัวเองที่ช่วยทำข้อสอบให้เร็วขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น การทำข้อสอบพาร์ท Listening ลองใช้วิธีการขีดเส้นใต้คำที่เป็น Keyword เทคนิคนี้จะช่วยให้จับคำได้จากบทสนทนา หรือถ้าต้องการทำข้อสอบพาร์ทเขียนแบบเร็วๆ ก็ลองฝึกอ่านคำถามก่อนแล้วค่อยมาอ่านเนื้อหา เทคนิคของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ข้อสำคัญ คือ เราต้องหาวิธีที่เหมาะกับเราค่ะ

  5. หาเพื่อนร่วมเรียน ร่วมสอบ IELTS เทคนิคง่ายๆ การมีเพื่อนร่วมเรียนรู้ ฝึกทำข้อสอบไปด้วยกัน จะยิ่งช่วยให้เราคล่องมากขึ้น และยิ่งถ้าเพื่อนมีทักษะ มีความรู้ในภาษาอังกฤษดีกว่าเราก็ยิ่งช่วยให้ทักษะเราเพิ่มขึ้นอีก และยังจะเป็นผลดีโดยเฉพาะกับการสอบพูดด้วยหากมีเพื่อนมาเป็นคู่สนทนา ลองซ้อมพูดกับเพื่อนแล้วอัดเสียงไว้ มานั่งวิเคราะห์ดูว่าเราพูดเร็วไปไหม พูดติดขัดหรือเปล่า หรือตอบตรงคำถามไหม การฝึกพูดและปรับปรุงการพูด จะทำให้เราพัฒนาตนเองยิ่งขึ้น!

ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการสอบไอเอลท์เพิ่มขึ้นเยอะเลยใช่ไหมล่ะคะ? น้องๆ ที่มีความตั้งใจอยากจะไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือเข้าทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศ และจำเป็นต้องใช้ผลการสอบวัดระดับทางภาษา IELTS เตรียมตัวให้ดีแล้วลุยทำคะแนนสูงๆ กันเลย! สมัครสอบไอเอลท์กับ British Council IELTS ผ่านเราได้แล้ววันนี้ หรือจะมาทดลองสอบ Demo IELTS Test กับ SI-English ก่อนก็ได้นะคะ จัดสอบทุกวันอังคารของเดือน

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการสอบ IELTS

เคล็ดลับในการสอบ IELTS กับ 5 คำสันธานที่ใช้ในประโยคแสดงความขัดแย้งหรือตรงข้าม

เคล็ด(ไม่)ลับ กับการเพิ่มคะแนน IELTS ให้ได้ 7.0

สำหรับน้องๆที่สนใจเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นใน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือไอร์แลนด์ สามารถมาปรึกษาและขอรับคำแนะนำฟรีจากเรา SI-English ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนภาษา ได้ตั้งแต่วันนี้

© SI-English | All rights reserved | Privacy Policy